วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

ที่มาของหลักกิโลเมตร
หลักกิโลเมตรคือที่เราเห็นตามข้างถนน เป็นปูนสีขาว มีชื่อจังหวัดและระยะทาง มีไว้เพื่อบอกระยะทางจากสถานที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หลักกิโลเมตรในเมืองไทยน่าจะกำเนิดขึ้นพร้อมๆ กับการกำเนิดทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถนนพหลโยธินเมื่อ พ.ศ. 2481 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยกำหนดให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมทางหลวงประโยชน์ของหลักกิโลเมตรนั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน คือ เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ถนนทั่วไป และอีกส่วนหนึ่งคือเป็นประโยชน์ต่อกรมทางหลวง โดยจะเป็นตัวกำหนดค่าบำรุงรักษาเส้นทางโดยยึดรหัสที่ปรากฎบนหลักกิโลว่าสัมพันธักับรหัสของแขวงจังหวัดใด จังหวัดนั้นก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และยังเป็นประโยชน์ในการเวนคืนที่ดินอีกด้วย ซึ่งหลักฐานของโฉนดที่ดินจะต้องมีความสัมพันธ์กับหลักฐานในแขวงจังหวัดโดยยึดหลักกิโลเมตรเป็นสำคัญหลักกิโลเมตร 1 หลักจะประกอบไปด้วยตัวเลขบอกระยะทาง 3 ด้าน คือด้านหน้า ด้านซ้าย ด้านขวา ในส่วนของด้านหน้านั้นจะมีสัญลักษณ์ของหน่วยงานที่รับผิดชอบปรากฎอยู่ด้วย ถ้าเป็นของกรมทางหลวงจะใช้สัญลักษณ์ตราครุฑ พบได้ตามเส้นทางที่เชื่อมระหว่างภูมิภาค จังหวัด และอำเภอสำคัญๆ ของประเทศและถ้าเป็นเส้นทางในความรับผิดชอบของกรมโยธาธิการจะปรากฎเป็นรูปเทวดา 3 องค์ ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่แยกจากทางหลวงแผ่นดินไปตามหมู่บ้าน ไม่เกิน 10 กิโลเมตร หลักกิโลเมตรแต่ละหลักมีต้นทุนในการก่อสร้างประมาณ 1,500-1,600 บาท แต่ทั้งนี้ก็ยังขึ้นอยู่กับการขนส่งวัสดุ หิน ปูน ทราย ว่าระยะทางขนส่งใกล้-ไกลแค่ไหนและจะวางไว้ทุกๆ 1 กิโลเมตรตลอดเส้นทาง
น่ารู้เกี่ยวกับแมลง......
มดงานบางพันธุ์สามารถปกคลุมพื้นที่ 14.4 กิโลเมตรในการเดินทางหาอาหารต่างๆ มดงานตัวหนึ่งมีขนาดเล็กกว่ามนุษย์ 1 ในล้านส่วน แต่มดที่มีอยู่หลายหมื่นล้านล้านตัวทั่วโลกมีน้ำหนักมากกว่ามนุษย์ทุกคนในโลกรวมกัน หมัดที่โตเต็มวัยสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์โดยที่ไม่ต้องดูดเลือด ราชินีผึ้งตัวหนึ่งจะวางไข่ 4,000 ฟองต่อวันแมลงที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจต่อมนุษย์มากที่สุดคือตัวไหมและผึ้งตัวอ่อนของแมลงวันบางตัวสามารถมีชีวิตอยู่ในแอ่งน้ำมันดิบได้ โดยมันจะกินแมลงที่ตกลงไปในบ่อน้ำมันเป็นอาหาร แมลงมีสัดส่วนประมาณ 3 ใน 4 ของสัตว์ที่มีอยู่ในโลกแมลงสาบเป็นสัตว์ที่แพร่หลายมาตั้งแต่ประมาณ 350 ล้านปีมาแล้ว ตามหลักฐานที่พบจากฟอสซิล

ชอบวิชาบอกนิสัย

คณิตศาสตร์
คนที่ชอบวิชานี้ มักเป็นคนละเอียดถี่ถ้วน ความคิดไกล บางคนเห็นเฉยๆ นะ แต่ที่จริงก็น่าดูเหมือนกัน เพราะพวกนี้ไม่ชอบแสดงออกเท่าไร แต่แสดงออกมาที คนรอบข้างเซอร์ไพรซ์แน่
วิทยาศาสตร์
เป็นคนมีเหตุผล ไม่ชอบพูดเรื่องไร้สาระ ชอบฟังมากกว่าพูด ไม่เหมือนกับพวกหัวศิลปะ เพราะว่ามีจิตใจเข้มแข็ง ไม่ชอบจุ้นจ้านวุ่นวายกับใคร
ภาษาอังกฤษ
เป็นคนสดใสร่าเริงได้ทั้งวัน ชอบชีวิตอิสระ ไม่ชอบง้อใคร เปิดเผย ตรงไปตรงมาดี แต่ใครที่ชอบวิชานี้น่ะ น้อยใจเก่งเป็นบ้าเลย ถ้าหน้าตาเศร้าหมองเมื่อไร แสดงว่ามีเรื่องกลุ้มใจและต้องคิดอย่างหนัก
สังคมศึกษา
เป็นพวกที่รักความยุติธรรม ชอบแสวงหาสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ ใส่ตัว ไม่ชอบคำว่าแพ้ จริงจังกับชีวิต มักจะมีอุดมคติและจุดหมายขงชีวิตที่มั่นคง คนพวกนี้มักจะพูดเก่ง ไม่ชอบให้ใครมาบังคับ เวลาโมโหจะรุนแรงมาก
ภาษาไทย
เป็นพวกที่มีความคิดแบบผู้ใหญ่ มักจะมองคนอื่นเด็กกว่าตัวเองอยุ่เรื่อย เป็นคนเรียบร้อย มีระเบียบ ท่าทางสุภาพจนหลายๆคนเกรงใจ เวลาพูดหรือเตือนอะไรใคร ก็ไม่ชอบให้เค้าเถียงหรือแซว แต่ถ้าเตือนแล้วไม่ฟัง ก้จะไม่พูดซ้ำซากอีกเลย คือตัดหางปล่อยวัดนั่นแหละ
ศิลปะศึกษา
คุณน่ะอารมณ์อ่อนไหว มีจินตนาการกว้างไกล จิตใจอ่อนโยน ถ้าผู้ชายชอบวิชานี้ จะชอบผู้หญิงที่เอาใจเก่งเป็นพิเศษ ไม่ชอบคนเรื่องมาก ถ้ารักใครสักคนน่ะจริงใจมาก รักมั่นคงซะด้วย
กระดองเต่าบอกอายุ
ลักษณะเด่นของเต่าอย่างหนึ่งก็คือ กระดอง ซึ่งมันเอาไว้ใช้สำหรับซ่อนตัวเวลามีอันตราย กระดองเต่านั้นจะขยายขนาดขึ้นตามอายุของมัน ยิ่งอายุมากกระดองก็จะยิ่งโตขึ้น กระดองของเต่านั้นเป็นเกล็ดชิ้นเล็กๆต่อกันเป็นระเบียบ และแผ่นเกร็ดนี้ก็จะขยายขนาดตามกระดองด้วย รอยที่เราเห็นเป็นวงๆ ซ้อนกันนี้มีลักษณะคล้ายวงปีของต้นไม้นั่นเอง การนับอายุเต่านั้นเราจะนับจากข้างในออกมาข้างนอก เริ่มจากวงตรงกลางกระดองเต่าจะเห็นเป็นขอบเป็นวงออกมาเรื่อยๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณไว้ว่าขนาดของวงปีที่เพิ่มขึ้น 1 วงนั้นเท่ากับจำนวนปีที่เพิ่มขึ้น 1 ปี และเราอาจจะเดาสภาพความสมบูรณ์ของเต่าในช่วงอายุต่างๆ กันได้อีกด้วย เช่น ถ้าช่วงไหนอาหารการกินสมบูรณ์วงก็จะกว้าง และถ้าวงแคบก็แสดงว่าช่วงนั้นเต่าหาอาหารได้น้อยจึงทำให้โตช้า แต่การคำนวณอายุของเต่าที่มีอายุมากๆ นั้นจะลำบากเพราะการเพิ่มขึ้นของวงปีจะมีน้อยมากจนสังเกตได้ยาก.
ทำไมแมงมุมจึงไม่ติดใยของมัน
ใยแมงมุมนั้นเป็นกับดักอย่างดี ที่จะคอยดักพวกแมลงต่างๆ ที่หลงมาติดใยอันเหนียวแน่น แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าแมงมุมไม่เคยติดใยของตัวมันเองเลย ขั้นตอนการชักใยอันชาญฉลาดของแมงมุนนั้น มันจะชักใยแห้งไม่เหนียวทำรังของมันก่อน และเมื่อรังใกล้เสร็จมันก็จะชักใยทักอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันจะใช้ใยเหนียวที่สามารถดักแมลง และมันจะเว้นพื้นที่บางส่วนไว้สำหรับการเคลื่อนที่ได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้แมงมุมที่ทำการชักใยจะเป็นเพศเมียนอกจากนี้แมงมุมยังสามารถรู้ด้วยว่า มีเหยื่อมาติดใยของมันหรือยัง โดยก่อนที่มันจะจากไปหลังจากสร้างใยเสร็จแล้ว มันจะปั่นเส้นใยขึ้นมาเส้นหนึ่งสำหรับไว้เป็นเครื่องมือสื่อสารเชื่อมต่อระหว่างตัวมันกับรังของมันดังนั้นเมื่อมีเหยื่อมาติดกับเส้นใยเข้า แมงมุมก็จะรู้ได้จากการสั่นสะเทือนของเส้นใยที่มันโยงมา จากนั้นมันจะรีบกลับมาเพื่อจับเหยื่อไว้ด้วยเส้นใย และทำการฉีดพิษเข้าสู่ตัวเหยื่อจนแน่ใจว่าเหยื่อแน่นิ่งแล้ว มันก็จะดูดเลือดเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอย่างสบายๆ

ทำไมหอยถึงมีรู

โดยธรรมชาติของหอย ที่ยังมีชีวิตอยู่ มันมักจะอาศัยอยู่ในทราย เพราะบรรดาหอยที่อยู่แถวทะเลนั้น จะมีศัตรูตัวฉกาจคือ ปลาดาว ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อความปลอดภัยของตัวมันเอง มันจึงต้องหลบอยู่ในทรายบนพื้นทรายที่หอยอาศัยหลบอยู่นั้น จะมีรูอยู่รูหนึ่ง เอาไว้สำหรับการกินอาหารและขับถ่าย ซึ่งอาหารของหอยก็จะเป็นพวกสัตว์ตัวเล็กๆ ที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นหอยจะดูดเอาน้ำทะเลเข้าไป เมื่อกินสัตว์ตัวเล็กๆ ที่เป็นอาหารของมันเรียบร้อยแล้ว มันก็จะขับถ่ายน้ำนั้นออกมา

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2552

หลักการพูดที่ดี
การพูดที่ดีมีลักษณะสำคัญ 5 ประการ คือมีถ้อยคำดี การพูดที่ใช้ถ้อยคำดีช่วยทำให้ผู้ฟังชื่นใจ ประกอบด้วยมีความไพเราะ พูดจาสุภาพอ่อนหวาน มีหางเสียง ไม่กระโชกโฮกฮาก และไม่ขู่ตะคอกเป็นความจริง สิ่งที่พูดออกไปต้องไตรตรองแล้วว่าเป็นความจริงจึงพูดออกไปมีประโยชน์ แม้สิ่งที่พูดเป็นความจริง แต่ต้องพิจารณาว่าความจริงนั้นเมื่อพูดไปแล้วมีประโยชน์ด้วยผู้ฟังพอใจ ไม่ควรพูดให้ใครต้องเสียหาย ควรพูดไปแล้วให้เกิดพันธมิตรไมตรีต่อกันมีความเหมาะสม ในการพูดจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับสิ่งต่อไปนี้ เหมาะสมกับกาล ต้องรู้ว่าเวลานี้ควรพูดหรือไม่ และพูดอย่างไรเหมาะสมกับเทศะ สถานที่ใดควรพูดเรื่องอะไร เช่น ไม่ควรพูดเรื่องบันเทิงในงานศพเหมาะสมกับบุคคล ต้องคำนึงถึงเพศ วัย สถานะ ของผู้ฟังมีความมุ่งหมาย การรู้ว่าพูดทำไม เพื่ออะไร จะช่วยให้การพูดได้เนื้อหาสาระไม่เสียเวลามีศิลปะ เช่น การใช้สีหน้า ท่าทาง น้ำเสียงและสายตา รวมทั้งใจจิตวิทยาในการพูดด้วยเว้นวจีทุจริต ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ เพ้อเจ้อ และส่อเสียด
หลักการพูดที่ดี
ผู้พูดที่ต้องการสื่อความเข้าใจกับผู้ฟังให้เกิดความสำเร็จในการส่งสารได้ดีนั้นต้องคำนึงถึงหลักการพูด ดังต่อไปนี้
การออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษา
1.1 การออกเสียงสั้น – ยาว ต่างกัน ความหมายก็ต่างกันไปด้วย เช่น เก้า – ก้าว , เข้า – ข้าว , เท้า – ท้าว
1.2 การออกเสียงคำหลายพยางค์ให้ถูกต้องตามหลักการออกเสียง
1.3 ออกเสียงให้ถูกต้องตามความนิยม
1.4 ออกเสียงคำควบกล้ำ ร, ล, ว หรือเป็นอักษรนำให้ชัดเจนถูกต้อง
1.5 ไม่ควรออกเสียงให้ห้วนสั้น ตัดคำ หรือรัวลิ้นจนฟังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะ คำหลายพยางค์
1.6 ไม่ควรใช้ภาษาพูด ภาษาตลาด ภาษาสื่อมวลชนหรือภาษาโฆษณา ในการพูดกับคนทั่วไป ซึ่งจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจยาก และไม่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล


หลักการพูดที่ดีต้องคำนึงถึง
1. การใช้ภาษา ต้องเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัยของผู้ฟัง
2. ผู้พูดและผู้ฟังมีจุดมุ่งหมายตรงกัน ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการสื่อความหมายไปยังผู้ฟัง เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ผู้ฟังก็มีความตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดสื่อความหมายให้
3. ออกเสียงพูดให้ชัดเจน ดังพอประมาณ อย่าตะโกนหรือพูดค่อยเกินไป
4. สีหน้า ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด
5. ท่าทางในการยืน นั่ง ควรสง่าผ่าเผย การใช้ท่าทางประกอบการพูดก็มีความสำคัญ เช่น การใช้มือ นิ้ว จะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายยิ่งขึ้น
6. ต้องรักษามารยาทการพูดให้เคร่งครัดในเรื่องเวลาในการพูด พูดตรงเวลาและจบทันเวลา
7. พูดเรื่องใกล้ตัวให้ทุกคนรู้เรื่อง เป็นเรื่องสนุกสนานแต่มีสาระ และพูดด้วยท่าทางและกิริยานุ่มนวล เวลาพูดต้องสบตาผู้ฟังด้วย
8. ไม่ควรพูดเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง โดยไม่จำเป็น และไม่ควรพูดแต่เรื่องของตัวเอง
9. ไม่พูดคำหยาบ นินทาผู้อื่น ไม่พูดแซงขณะผู้อื่นพูดอยู่ และไม่ชี้หน้าคู่สนทนา
มารยาทในการพูด
การพูดที่ดีไม่ว่าจะเป็นการพูดในโอกาสใด หรือประเภทใด ผู้พูดต้องคำนึงถึงมารยาทในการพูด ซึ่งจะมีส่วนส่งเสริมให้ผู้พูดได้รับการชื่นชมจากผู้ฟัง ซึ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในการพูด มารยาทที่สำคัญของการพูดสรุป ได้ดังนี้
1. พูดด้วยวาจาสุภาพ แสดงหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
2. ไม่พูดอวดตนข่มผู้อื่น และยอมรับฟังความคิดของผู้อื่นเป็นสำคัญ
3. ไม่กล่าววาจาเสียดแทง ก้าวร้าวหรือพูดขัดคอบุคคลอื่น ควรใช้วิธีที่สุภาพเมื่อต้องการแสดงความคิดเห็น
4. รักษาอารมณ์ในขณะพูดให้เป็นปกติ
5. ไม่นำเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูด
6. หากนำคำกล่าวของบุคคลอื่นมากล่าว ต้องระบุนามหรือแหล่งที่มาเป็นการให้เกียรติบุคคลที่กล่าวถึง
7. หากพูดในขณะที่ผู้อื่นยังพูดไม่จบ ควรกล่าวคำขอโทษ
8. ไม่พูดคุยกันข้ามศีรษะผู้อื่น
9. ก่อนพูดควรคิดก่อนเสมอ ระมัดระวังคำพูดที่จะทำให้คนอื่นไม่พอใจ อย่าพูดพล่อยๆ โดยไม่มีหลักฐาน
10 ควรใช้คำพูดที่สุภาพเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
11. ออกเสียงสระ พยัญชนะ และตัวควบกล้ำให้ชัดเจน
12. ควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยาของการพูด เช่น
13. มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสในการพูด
14. มีคำยกย่องชมเชยคนฟังตามสมควร
15. ไม่พูดตำหนิ นินทาผู้อื่นต่อหน้าคนฟังมากๆ
16. ไม่พูดขัดคอคนอื่นในทำนองทะลุกลางปล้อง
17. ไม่พูดถึงจุดอ่อนของคนฟังบ่อยๆ
18. ไม่ควรแสดงอารมณ์รุนแรง

วันเสาร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2552

อ่านหนังสือภาษาอังกฤษให้เป็น”

การอ่านหนังสือให้เป็นไม่ใช่เพียงแต่อ่านออก แต่ต้องอ่านแล้วได้รับประโยชน์จากการอ่าน เรามาดูวิธีการอ่านแบบได้รับประโยชน์มีอยู่ 7 ขั้นตอน คือ
1. มีสมองไว้คิด ( ควรคิด )
คือ ปัจจัยเบื้องต้นของการเข้าใจ การอ่านโดยไม่คิดเท่ากับเสียเวลา เพราะหากไม่เข้าใจก็ย่อมไม่ได้ความรู้ความคิดหรือข้อมูลไปทำอะไรได้
2. ทำจิตใจให้แจ่มใส
เตรียมพร้อมสำหรับการอ่าน สร้างบรรยากาศภายนอกและภายในจิตใจให้พร้อม
3. สนใจอ่านหนังสือ
อ่านหนังสือทุกประเภท ตามหลักจิตวิทยานั้นเราจะสนใจอะไรก็ต่อเมื่อคาดหวังผลตอบแทนทางกายหรือทางใจโดยไม่ต้องรอนานเกินไป สำหรับการอ่านหนังสือให้ถามตัวเองว่าต้องการอะไรเป็นรางวัลในการอ่านแต่ละครั้ง แล้วสัญญากับตัวเองเพื่อจะได้ลงมืออ่านจนสำเร็จ ไม่ว่าสิ่งที่อ่านจะยากเพียงใดก็พยายามทำความเข้าใจไปตลอดด้วยวิธีการต่างๆ
4. อย่าถือ “ Dictionary หรือพจนานุกรม” เป็นคัมภีร์
อย่าเปิดหาคำศัพท์ตัวต่อตัวติดต่อกัน ให้อ่านข้อความให้จบเสียก่อนอย่างน้อยหนึ่งย่อหน้าหรือหนึ่งข้อความหากคำที่ต้องการแปลมีหลายความหมาย ให้เลือกคำแปลที่ตรงกับแนวเรื่องที่อ่าน
5. อย่าอ่านเป็นคำๆ
การอ่านแบบรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต้องอ่านแบบกวาดสายตาหรืออ่านเป็นข้อความ คือจะหยุดสายตาก็ต่อเมื่อได้รับความหมายจากการอ่านข้อความช่วงหนึ่งๆ จำไว้ว่าการอ่านต้องให้ได้สาระจากการอ่าน อย่าอ่านเพื่อให้ได้จดจำเพียงอย่างเดียว
6. ฝึกการจำย่อความ
จำข้อความที่สั้นที่สุดแต่ครอบคลุมเนื้อหาสาระให้ได้มากที่สุด
7. รู้จักขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
หากอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจอย่าปล่อยผ่านไป ควรขอคำแนะนำจากผู้รู้ในเรื่องที่สงสัย เพื่อจะได้เข้าใจเนื้อหาที่อ่านได้อย่างถูกต้อง




















วันเสาร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2552

วันเด็กสนุกไหม